หน้านี้มีไว้ทำอะไร
ทุกอย่างที่คุณบันทึกใน Pocketbird ถูกเขียนลงเครื่องก่อนเสมอ ไม่มีเน็ตก็ใช้ได้ ส่วนคลาวด์เป็นชั้นเสริมที่จะเปิดหรือไม่เปิดก็ได้ หน้าตั้งค่าคือที่ที่คุณตัดสินใจว่าจะให้ข้อมูลออกจากเครื่องมากแค่ไหน และเป็นที่อยู่ของปุ่มสองปุ่มที่ล้างข้อมูลทิ้งได้
มีสองกฎที่คุมทั้งหน้านี้ไว้ หนึ่ง — การออกจากระบบไม่ได้แค่ออกจากระบบ แต่ล้างเครื่องนี้กลับไปเหมือนเพิ่งลงแอปใหม่ สอง — การถอนความยินยอมซิงก์คลาวด์จะหยุดการประมวลผลข้อมูลการเงินบนคลาวด์ทันที ตัวแอปยังใช้ได้ตามปกติ แค่เลิกคุยกับเซิร์ฟเวอร์
- ด้านบนสุดคือบัญชีของคุณ ถัดมาคือ "โปรไฟล์และการตั้งค่า" — เงินเดือน วันเงินเดือนออก และการแจ้งเตือนที่ตั้งไว้ตอนเริ่มใช้แอป
- "ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย" มีล็อกแอปกับความยินยอม PDPA ส่วน "แอปที่เชื่อมต่อ" อยู่แถวถัดลงมา
- "ข้อมูล" คือการซิงก์ การส่งออกทั้งสองแบบ และสวิตช์แชร์สถิติการใช้งาน
- ที่เหลือคือ "การแสดงผล" "Siri และคำสั่งลัด" "ความคิดเห็น" และ "เกี่ยวกับ" บวกกับแถวลบสีแดง ซึ่งอยู่แยกเป็นส่วนของตัวเอง
บัญชี ชื่อ และรูปของคุณ
แถวแรกของหน้าตั้งค่าคือตัวคุณ — รูปโปรไฟล์กับชื่อที่แสดง และมีอีเมลอยู่ใต้ชื่อ ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อ อีเมลจะขึ้นมาเป็นบรรทัดหลักแทนและไม่มีบรรทัดรอง แตะแถวนี้เพื่อเข้า "โปรไฟล์ของฉัน"
- ตั้งค่า → แตะแถวบัญชีด้านบนสุด
- แตะรูปกลม ๆ จะมีตัวเลือก "เลือกรูปใหม่" และจะมี "ลบรูป" ให้ก็ต่อเมื่อมีรูปอยู่แล้ว
- พิมพ์ในช่อง "ชื่อของคุณ" ใต้หัวข้อ "ชื่อที่แสดง"
- กด "บันทึก" มุมขวาบน
- ถ้ายังไม่ได้ผูก Sign in with Apple จะมีปุ่ม "Continue" แบบ Apple ให้กด เพื่อเพิ่มวิธีเข้าสู่ระบบที่ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
- ถ้าผูกไว้แล้วและยังมีวิธีเข้าสู่ระบบอื่นเหลืออยู่ จะเห็นแถว "เชื่อมแล้ว" กับปุ่ม "ยกเลิกการเชื่อมบัญชี Apple" ซึ่งจะถามยืนยันก่อน
- ถ้า Apple เป็นวิธีเดียวที่คุณใช้เข้าสู่ระบบ จะไม่มีปุ่มยกเลิกการเชื่อมให้เลย เพราะบัญชีต้องเหลือทางเข้าอย่างน้อยหนึ่งทางเสมอ
- ปุ่มบันทึกจะกดไม่ได้จนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนจริง ถ้าบันทึกไม่สำเร็จ หน้าจะค้างไว้แล้วขึ้น "บันทึกไม่สำเร็จ" ไม่ใช่ทำเป็นว่าสำเร็จ
ถ้าจะเปลี่ยนรหัสผ่าน: ตั้งค่า → "บัญชี" → "เปลี่ยนรหัสผ่าน" กรอก "รหัสผ่านปัจจุบัน" "รหัสผ่านใหม่ (อย่างน้อย 6 ตัวอักษร)" และ "ยืนยันรหัสผ่านใหม่" แล้วกด "อัปเดตรหัสผ่าน" รหัสใหม่ต้องไม่ซ้ำกับรหัสเดิม ส่วนรหัสปัจจุบันระบบตรวจด้วยการเข้าสู่ระบบซ้ำให้เงียบ ๆ เบื้องหลัง
ธีม ภาษา และรูปแบบวันที่
ใต้หัวข้อ "การแสดงผล" มีแค่สองแถว แต่แถวภาษาเป็นตัวกำหนดเงียบ ๆ ว่าทุกวันที่ในแอปจะเขียนแบบไหน
ซิงก์ข้ามเครื่อง
การซิงก์คือสิ่งที่ทำให้ข้อมูลของคุณรอดแม้ทำเครื่องหาย และไปโผล่บนเครื่องที่สองได้ ปกติมันทำงานเอง ทั้งตอนเปิดแอป ตอนกลับเข้าแอป หลังบันทึกรายการ ตอนเข้าสู่ระบบ และทันทีที่เน็ตกลับมา ปุ่มในหน้าตั้งค่ามีไว้สำหรับตอนที่อยากมั่นใจเดี๋ยวนี้
- ตั้งค่า → "ข้อมูล" → "ซิงก์กับ Supabase"
- ระหว่างทำงาน แถวสถานะจะกลายเป็นวงกลมหมุนกับคำว่า "กำลังซิงก์…"
- พอเสร็จ แถว "ซิงก์ล่าสุด" จะขึ้นวันและเวลา
- หนึ่งรอบคือส่งทุกอย่างที่เครื่องนี้แก้ขึ้นไปก่อน แล้วค่อยดึงของที่ใหม่กว่าลงมา ลำดับนี้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพื่อให้เซิร์ฟเวอร์เห็นการแก้ล่าสุดของคุณก่อนจะตอบกลับ
- ถ้ารายการเดียวกันถูกแก้จากสองที่ ฉบับที่แก้ทีหลังจะชนะ
- มี 20 ตารางที่ซิงก์ ได้แก่ รายการ หมวดหมู่ แท็ก กระเป๋า รายการประจำ หนี้สิน ทริป บัญชี การตั้งค่าผู้ใช้ ไฟล์รูป โปรไฟล์ บันทึกความยินยอม คู่ค้า/บุคคล รายการเดินบัญชีกระเป๋า งบประมาณ การปรับรอบงบ วันหยุด ข้อยกเว้นรายการประจำ การโอนระหว่างบัญชี และกลุ่มวงเงินบัตร
- รูปสลิป รูปใบเสร็จ และรูปปกทริปเดินทางไปในรูปแบบไฟล์แนบ โดยตัวไฟล์เก็บอยู่ในที่เก็บคลาวด์แบบส่วนตัว ส่วนรูปโปรไฟล์ไม่ได้ไปทางนั้น แต่ติดไปกับข้อมูลโปรไฟล์ของคุณ
- ระหว่างที่เปิดแอปอยู่ เข้าสู่ระบบแล้ว และยินยอมซิงก์คลาวด์ไว้ การแก้ไขจากอีกเครื่องจะปลุกเครื่องนี้ภายในราวครึ่งวินาที แล้วดึงข้อมูลลงมาให้
ไม่ใช่ทุกอย่างที่เดินทาง ธีม ภาษาแอป ล็อกแอป สวิตช์แจ้งเตือนทุกตัว การแจ้งเตือนกิจกรรมในกลุ่ม เช็คเงินสดสิ้นวัน รวมหนี้ในยอดสุทธิ สวิตช์แชร์สถิติการใช้งาน การจัดวางแท็บ การจัดวางการ์ดหน้าสรุป และการปักหมุดรายชื่อบุคคล ทั้งหมดนี้อยู่เฉพาะเครื่อง เพราะมันคือความชอบของเครื่องนี้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเรื่องเงินของคุณ
- ปุ่มซิงก์จะกดไม่ได้ด้วยเหตุผลสามข้อเท่านั้น คือยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ กำลังซิงก์อยู่แล้ว หรือถอนความยินยอมซิงก์คลาวด์ไว้ — กรณีหลังจะบอกตรง ๆ ว่า "ปิดการซิงก์ไว้ตามความยินยอม — เปิดได้ที่ ความเป็นส่วนตัว (PDPA)"
- ถ้ารายการที่คุณเปิดค้างไว้ถูกลบจากอีกเครื่องระหว่างซิงก์ หน้าจะเปลี่ยนเป็น "รายการนี้ไม่มีอยู่แล้ว" ทันที ดีกว่าปล่อยให้เห็นตัวเลขเก่า
สำรองและส่งออกข้อมูล
มีการส่งออกสองแบบ ตอบคำถามคนละอย่าง ไฟล์ JSON คือทุกอย่างที่เป็นของคุณ เอาไว้เก็บหรือส่งต่อให้เครื่องมืออื่น ส่วน CSV คือรายการของคุณล้วน ๆ เรียงแบน ๆ พร้อมเปิดในโปรแกรมตาราง ทั้งคู่อ่านจากเครื่องโดยตรง จึงทำงานได้แม้ไม่มีเน็ต
- ไฟล์ JSON มีทั้งรายการ หมวดหมู่ แท็ก กระเป๋า หนี้สิน ทริป รายการประจำและข้อยกเว้น บัญชี การโอนระหว่างบัญชี กลุ่มวงเงินบัตร คู่ค้า/บุคคล รายการเดินบัญชีกระเป๋า งบประมาณ การปรับรอบงบ วันหยุด การตั้งค่าผู้ใช้ (เงินเดือน วันเงินเดือนออก เป้าหมาย การเลื่อนวันหยุด การตั้งค่าปัดเศษ บัญชีเริ่มต้น ป้ายบันทึกด่วน) และชื่อที่แสดงของคุณ
- ถ้าเข้าสู่ระบบและออนไลน์อยู่ จะแนบส่วนของกลุ่มมาด้วย ได้แก่ กลุ่มที่คุณอยู่ รายการร้านที่คุณบันทึก บิลที่แชร์ซึ่งคุณจ่ายหรือสร้าง ส่วนแบ่งบิลของคุณเอง และเงินที่คุณสมทบเข้ากระเป๋าที่แชร์ ถ้าออฟไลน์ ส่วนนี้จะหายไปเฉย ๆ ส่วนอื่นครบเหมือนเดิม
- ข้อมูลที่ลบแล้วไม่เคยติดไปในไฟล์ และไฟล์นี้ให้ผลคงที่ — ข้อมูลชุดเดิมส่งออกแล้วได้ไฟล์เหมือนกันทุกไบต์ เพราะเรียงตาม id และใช้วันที่แบบ ISO-8601
- สิ่งที่ตัวไฟล์ระบุเองว่าไม่รวมมา: ไฟล์รูปทั้งหมด (รูปแนบรายการ รูปปกทริป รูปโปรไฟล์ รูปใบเสร็จของร้าน) ข้อมูลของสมาชิกคนอื่น ชื่อลูกค้าและซัพพลายเออร์ที่เป็นบุคคลที่สาม รายละเอียดช่องทางชำระเงินของกลุ่ม บันทึกความยินยอม และการตั้งค่าที่อยู่เฉพาะเครื่อง
- หัวตาราง CSV ตายตัวและไม่เคยถูกแปล: date, type, amount, category, note, payment_source, id, tags, account, trip, debt, installment_number, is_adjustment, counterparty, recurring, needs_review, my_share คอลัมน์ใหม่จะต่อท้ายเสมอ ชีตเก่าจึงยังใช้ได้
- หมวดย่อยจะเขียนเป็นเส้นทาง แม่ › ลูก หมวดระดับบนเขียนเป็นชื่อเดี่ยว ส่วนรายการที่ไม่มีหมวดจะเว้นช่องว่างไว้ แท็กหลายอันเชื่อมกันด้วยเครื่องหมาย |
- ถ้าลิงก์ชี้ไปยังสิ่งที่ถูกลบไปแล้ว ช่องนั้นจะว่างแทนที่จะพัง ยกเว้นคอลัมน์ counterparty ที่จะย้อนไปใช้ชื่อซึ่งเก็บติดอยู่กับตัวรายการ คนหรือร้านที่ลบไปแล้วจึงยังอ่านออก
- เวลาเขียนเป็น yyyy-MM-dd HH:mm:ss แบบ ค.ศ. แม้เครื่องจะตั้งเป็นภาษาไทย และ CSV ตั้งใจให้ไม่ครบทุกฟิลด์ เพราะไฟล์ JSON คือรูปแบบเต็ม
ความเป็นส่วนตัว (PDPA) — ความยินยอม
ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย คุณต้องถูกถามก่อนที่ข้อมูลจะถูกประมวลผล และต้องเปลี่ยนใจได้ ตั้งค่า → "ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย" → "ความเป็นส่วนตัว (PDPA)" คือหน้านั้น มีครบทั้งวัตถุประสงค์แต่ละข้อ สถานะปัจจุบัน วันเวลาที่คุณเปลี่ยนล่าสุด และเวอร์ชันนโยบายที่ให้ความยินยอมไว้
- กดสวิตช์แล้วมีผลทันที และระบบจะสั่งซิงก์ทันทีเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงไปถึงเซิร์ฟเวอร์เป็นคำตอบสุดท้าย ถ้าเขียนไม่สำเร็จจะขึ้น "บันทึกไม่สำเร็จ" ให้เห็น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไหนหายไปเงียบ ๆ
- ทุกหัวข้อจะมี "เปลี่ยนล่าสุด" พร้อมวันและเวลา และ "เวอร์ชันนโยบาย" กำกับไว้
- บันทึกความยินยอมเป็นแบบเพิ่มอย่างเดียว ทุกครั้งที่ให้หรือถอน จะเพิ่มบันทึกใบใหม่ ไม่มีการแก้หรือลบของเดิม นั่นคือเหตุผลที่ประวัติด้านบนเชื่อถือได้
- บันทึกความยินยอมซิงก์เสมอ แม้จะปิดซิงก์คลาวด์ไว้ เพราะมันคือข้อมูลกำกับความยินยอม ไม่ใช่ข้อมูลการเงิน และต้องไปถึงเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้การถอนจากเครื่องเดียวหยุดทุกเครื่องที่คุณมี
- ตอนนี้เวอร์ชันนโยบายคือ 2.0 เมื่อไหร่ที่เปลี่ยน คุณจะถูกถามใหม่ ความยินยอมเดิมไม่ยกยอดไปใช้กับเวอร์ชันใหม่
- ท้ายหน้ามีลิงก์ "อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว" และ "นโยบายความเป็นส่วนตัว"
ครั้งแรกที่เข้าสู่ระบบ จะมีหน้าจอเต็มมาขอความยินยอมก่อนที่จะบันทึกข้อมูลการเงินใด ๆ ชื่อหน้าคือ "ความยินยอม (PDPA)" ไม่มีข้อไหนถูกติ๊กไว้ล่วงหน้า และมีแค่สองสวิตช์ คือข้อที่จำเป็นกับซิงก์คลาวด์ ส่วนข้อของผู้ช่วย AI ทั้งสองข้อจงใจไม่อยู่ตรงนั้น เพราะจะถูกขอตอนเชื่อมต่อ แล้วมาจัดการต่อที่หน้านี้
- ถ้าไม่เปิดซิงก์คลาวด์ตอนนั้น จะมีข้อความเตือนแบบนิ่ง ๆ ไม่ใช่สีแดง ว่าข้อมูลจะอยู่บน iPhone เครื่องนี้เท่านั้น กู้คืนไม่ได้ถ้าเปลี่ยนหรือทำเครื่องหาย และเปิดทีหลังในตั้งค่าได้
- ข้อที่ไม่บังคับซึ่งคุณไม่ได้แตะ จะถูกบันทึกว่ายังไม่ได้ให้ความยินยอม ไม่ใช่ปฏิเสธ เครื่องที่เพิ่งลงแอปใหม่จึงไม่มีทางไปลบล้างความยินยอมที่คุณให้ไว้จากอีกเครื่อง
- นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับย่อ นโยบายความเป็นส่วนตัว และข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้งาน อ่านได้ทั้งหมดก่อนจะกดยินยอมอะไร
ล็อกแอปและสถิติการใช้งาน
ยังมีอีกสองสวิตช์ที่อยู่นอกหน้าความยินยอม อันหนึ่งกันคนอื่นไม่ให้เห็นข้อมูลของคุณ อีกอันตัดสินว่าจะให้เก็บจำนวนครั้งที่ใช้ฟีเจอร์แบบไม่ระบุรายละเอียดหรือไม่
- หนึ่งเหตุการณ์ที่เก็บ มีแค่ชื่อเหตุการณ์กับค่าประกอบสั้น ๆ ที่มีตัวเลือกตายตัว ไม่มียอดเงิน ไม่มีโน้ต ไม่มีชื่อ และไม่มีอะไรที่คุณพิมพ์เอง
- เหตุการณ์ถูกพักไว้ในไฟล์บนเครื่อง แล้วส่งขึ้นเป็นชุดละ 50 รายการ จะส่งอัตโนมัติเมื่อมีค้างอยู่ 25 รายการ รวมถึงตอนเปิดแอปและตอนกลับเข้าแอปด้วย และพักไว้ได้มากสุด 500 รายการ
- การเปิดแอปถูกนับได้มากสุดครั้งเดียวต่อ 60 วินาที การสลับแอปไปมาจึงไม่ทำให้ตัวเลขเฟ้อ และแอปนี้ไม่ได้ใช้เครื่องมือเก็บสถิติของบริษัทอื่นเลย
- รายงานแอปแครชและค้างเป็นคนละเรื่อง และไม่ได้อยู่ใต้สวิตช์นี้ มันมาจากระบบวินิจฉัยของ Apple เอง ไม่มีรหัสผู้ใช้ติดไปด้วยเลย มีแค่เวอร์ชันแอปกับ iOS รุ่นเครื่อง ข้อมูลกำกับการแครช และสแตกของโปรแกรม หนึ่งรายงานจำกัดที่ 200,000 ไบต์ และพักไว้บนเครื่องได้มากสุด 20 ไฟล์
ออกจากระบบและลบบัญชี
นี่คือปุ่มสีแดงสองปุ่ม ซึ่งใช้กลไกล้างข้อมูลตัวเดียวกันข้างใต้ ออกจากระบบคือล้างเครื่องนี้ แต่ไม่แตะข้อมูลบนคลาวด์ พอเข้าสู่ระบบใหม่ข้อมูลจึงกลับมา ส่วนลบบัญชีและข้อมูลทั้งหมดคือลบของบนคลาวด์ก่อน แล้วค่อยล้างเครื่อง และไม่มีอะไรกลับมาอีก
- ตั้งค่า → "บัญชี" → "ออกจากระบบ"
- อ่านหน้ายืนยันที่ชื่อว่า "ออกจากระบบ?" ซึ่งเขียนว่า "การออกจากระบบจะลบทุกอย่างในเครื่องนี้ ข้อมูลที่ซิงก์แล้วจะกลับมาเมื่อคุณเข้าสู่ระบบอีกครั้ง"
- กดยืนยัน จะมีหน้าจอเต็ม "กำลังออกจากระบบ…" ค้างไว้จนกว่าจะล้างเสร็จ แล้วหน้าจอเข้าสู่ระบบจึงโผล่ขึ้นมา
- ก่อนจะล้างอะไร ระบบจะสั่งซิงก์รอบสุดท้ายแล้วรอให้เสร็จ เพื่อให้สิ่งที่แก้ค้างไว้ขึ้นคลาวด์ก่อน จากนั้นส่งสถิติที่ค้างขึ้นไป และลบโทเคนแจ้งเตือนของเครื่องนี้ออกจากเซิร์ฟเวอร์
- หลังจากนั้นจึงล้างข้อมูลในเครื่องทุกชนิด ทั้งบันทึกการซิงก์ วิดเจ็ตบนหน้าโฮมและหน้าล็อก งานที่ค้างส่งมาจากวิดเจ็ตและเมนูแชร์ การแจ้งเตือนที่ตั้งค้างไว้ทุกอัน ดัชนีค้นหาใน Spotlight และสถิติที่ยังไม่ได้ส่ง แล้วสร้างหมวดหมู่เริ่มต้นใหม่ให้ เหมือนเพิ่งลงแอปทุกประการ
- มีสองอย่างที่จงใจให้เหลือไว้ เพราะมันเป็นของตัวการติดตั้งนี้ ไม่ใช่ของบัญชีคุณ คือข้อมูลว่าเครื่องนี้ใช้บิลด์ไหนและปิดการ์ดแจ้งอัปเดตอันไหนไปแล้ว กับข้อมูลว่าเคยขึ้นหน้าขอคะแนนใน App Store ที่เครื่องนี้แล้วหรือยัง
การลบบัญชีคือสิทธิ์ขอให้ลบข้อมูลตาม PDPA และอยู่ในส่วนของตัวเองท้ายหน้าตั้งค่า ชื่อว่า "ลบบัญชีและข้อมูลทั้งหมด" มีคำอธิบายว่า "ถ้าล็อกอินอยู่ ต้องออนไลน์เพื่อลบข้อมูลบนคลาวด์ให้สำเร็จก่อน" การยืนยันคือกด "ลบถาวร" จากนั้นแถวจะขึ้นว่า "กำลังลบ…" ระหว่างทำงาน
- การลบบนคลาวด์ทำก่อน โดยถอนสิทธิ์ Sign in with Apple ที่ให้ไว้ แล้วลบข้อมูลบัญชีของคุณ ซึ่งจะลบต่อเนื่องไปทุกตาราง
- ถ้าขั้นนี้ล้มเหลว เช่นออฟไลน์อยู่ จะขึ้นว่า "ลบข้อมูลบนคลาวด์ไม่สำเร็จ (ต้องออนไลน์): %@" และจะไม่แตะข้อมูลในเครื่องเลย แอปไม่ยอมปล่อยให้คุณเหลือเครื่องที่ถูกล้างพร้อมข้อมูลบนคลาวด์ที่ยังอยู่
- ต่อเมื่อสำเร็จเท่านั้นเครื่องจึงถูกล้าง โดยใช้กลไกเดียวกับตอนออกจากระบบเป๊ะ ๆ และเมื่อบันทึกความยินยอมหายไปด้วย แอปจะกลับไปที่หน้าขอความยินยอมเอง
- รายการที่คุณสร้างไว้ในกลุ่มที่แชร์กับคนอื่นอาจยังอยู่ ตามที่นโยบายความเป็นส่วนตัวอธิบายไว้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติของคนอื่นด้วย
ความคิดเห็น โหวต และเวอร์ชัน
ท้ายหน้าตั้งค่าคือช่องทางคุยกับผู้พัฒนา และบันทึกว่าคุณกำลังใช้เวอร์ชันไหน ความคิดเห็นส่งตรงถึงคนที่อ่านเองจริง ๆ กระดานโหวตคือที่ที่ฟีเจอร์ถัดไปถูกเลือก ส่วนเกี่ยวกับบอกได้เป๊ะ ๆ ว่าเครื่องคุณใช้บิลด์อะไรอยู่
- "โหวตฟีเจอร์ถัดไป" คือรายชื่อฟีเจอร์ที่กำลังพิจารณาอยู่ แตะครั้งเดียวคือโหวต แตะซ้ำคือถอนโหวต และหนึ่งคนโหวตได้หนึ่งครั้งต่อหนึ่งโพล ตัวเลขจะถูกซ่อนไว้ตอนยังเป็น 0 โหวตแรกของคุณจึงเป็นตัวที่ทำให้เลข "1" โผล่
- "ให้คะแนน Pocketbird บน App Store" เปิดหน้าให้คะแนนตรง ๆ มีไว้เพราะหน้าขอคะแนนอัตโนมัติในแอปถูก iOS จำกัดจำนวนครั้ง และพาไปที่ฟอร์มนั้นไม่ได้
- "ประวัติเวอร์ชัน" ไล่ทุกเวอร์ชันจากใหม่ไปเก่า พร้อมไอคอน หัวข้อ และรายละเอียดบรรทัดเดียวต่อหนึ่งการเปลี่ยนแปลง แปลไทยหมดรวมถึงชื่อเดือน มีแค่เลขเวอร์ชันเท่านั้นที่แสดงตามตัวอักษรเดิม
- แถว "เวอร์ชัน" อ่านมาจากบิลด์ที่ติดตั้งจริง เขียนเป็น เวอร์ชันการตลาด (เลขบิลด์) เช่น 1.1.0 (110) จึงตรงกับสิ่งที่อยู่ในเครื่องเสมอ
- ถ้ามีเวอร์ชันใหม่กว่า จะมีแถว "มีอัปเดตใหม่" โผล่ตรงนี้และปิดไม่ได้ ส่วนการ์ดบนหน้าแรกกดปิดถาวรได้ แถวนี้จึงเป็นที่ประจำสำหรับตามหาอัปเดต